วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร หรือ "วัดกัลยา"

        วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิด วรมหาวิหารเป็นวัดที่ เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต)
ต้นสกุลกัลยาณมิตร ว่าที่สมุหนายก ได้อุทิศบ้านและที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีภิกษุจีน
พำนักอยู่ และเรียกกันต่อมาว่า "หมู่บ้านกุฎีจีน" สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ และน้อมเกล้าฯ
ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร"
และทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธานพระราชทาน เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ พระพุทธไตรรัตนนายก
หรือ หลวงพ่อโต ด้วยมีพระประสงค์จะให้เหมือนกรุงเก่า คือมีพระโตอยู่นอกกำแพงเมือง อย่างเช่นวัดพนัญเชิง

พระประธาน

        หลวงพ่อโต เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน เรียกชื่อแบบจีนว่า ซำปอฮุดกง หรือ ซำปอกง
เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๕ วา ๓ ศอกคืบ สูง ๗ วา ๒ ศอกคืบ ๑๐ นิ้ว
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชทานช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทร์
เสด็จก่อพระฤกษ์เมื่อ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๐ อยู่ภายในพระวิหารขนาดใหญ่อยู่กลางวัด
ตรงกลางระหว่างวิหารเล็กและพระอุโบสถ

        มีเรื่องที่เล่ากันมาว่า เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิดลงตรงวัดกัลยาณมิตรแห่งนี้พอดี
แต่ไม่เป็นอันตราย ชาวบ้านในละแวกเชื่อกันว่าเพราะองค์หลวงพ่อโตได้เอามือรับระเบิดแล้วเหวี่ยงไปที่
สะพานพุทธฯ จึงทำให้คนที่มาหลบในวิหารปลอดภัย

        หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่า พระพุทธรูปแต่ละยุคแต่ละสมัยจะไม่เหมือนกัน
อย่างหลวงพ่อโตเหมือนกันแต่คนละที่ก็ยังมีใบหน้าที่ไม่เหมือนกัน เช่นหลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิง อยุธยา
จะมีใบหน้าที่ค่อนข้างบึ้ง เนื่องจากอิทธิพลของบ้านเมืองที่มีความวุ่นวายและศึกสงคราม แต่มาในสมัยรัตนโกสินทร์
ช่วงแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 เป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองมาก
ดังนั้นหลวงพ่อโตที่วัดแห่งนี้จึงมีใบหน้าที่อมยิ้ม สะท้อนถึงลักษณะสังคมอันสงบสุขร่มเย็นในยุคนั้นๆ

 พระอุโบสถ
        ฐานที่ตั้งเดิมคือ เป็นตัวบ้านของเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบจีน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา
และหางหงส์ ประดับหน้าบันปั้นลายดอกไม้ กระเบื้องเคลือบ สลับสี ลายจีน ซุ้มประตูหน้าต่าง
ปั้นลายดอกไม้ ประดับกระจก ภายในมีภาพจิตรกรรม ฝาผนังเดียวกับพุทธประวัติ เสาเขียนลาย
ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ มีพระพุทธรูปหล่อปางปาลิไลยก์เป็นพระประธาน "เป็นวัดเดียว
ในประเทศไทย ที่มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์"

หน้าวิหารหลวง
        เป็นหอระฆังที่เพิ่งสร้างใหม่ เก็บระฆังยักษ์
ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีขนาด
เส้นผ่านศูนย์กลาง 192 เซนติเมตร
หนักถึง 13 ตัน เลยทีเดียว ส่วนด้านบน
ประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ

พระวิหารน้อย
        มีขนาดรูปทรงเดียวกับพระอุโบสถ
มีลักษณะเป็นศิลปะแบบจีน ภายในมีภาพเขียน
พุทธประวัติ ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3
และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ
จำนวนมาก มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย
ทรงมีพระนามว่า "พระพุทธดิลกโลกเชฎฐ"

 หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ
        พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดเกล้าให้สร้างขึ้น เมื่อพ.ศ. 2408 แทนหอไตรหลังเดิม
เพื่อเป็นที่เก็บพระไตรปิฎก และคำภีร์ต่างๆ เป็นอาคารสองชั้น ก่ออิฐถือปูน มีระเบียงล้อมรอบ หลังคาประดับช่อฟ้า
ใบระกา หางหงส์ หน้าบันสลักลายเปลวปิดทอง ประดับกระจก ตรงกลางสลักรูปเครื่องราชกุลธภัณฑ์
ซุ้มประตูหน้าต่างปั้นลายดอกไม้ บานประตู หน้าต่าง สลักลายดอกไม้ปิดทองประดับกระจก